เขียนมาเล่าสู่กันฟังครับ ว่าต้องเตรียมตัวอะไรบ้างก่อนส่ง คศ.3 ครับ ผมส่งแบบ ว.17

ก่อนจะเข้าเรื่องขอกล่าวอะไรสักนิด...

    ก่อนเข้าเนื้อหาขอกล่าวอะไรสักเล็กน้อยครับ  ตอนผมเริ่มคิดจะทำ คศ.3 ซึ่งแน่นอนต้องผ่าน คศ.2 มาก่อน ผมเริ่มเรียนปริญญาโทตอนที่ดำรงตำแหน่ง คศ.1 ซึ่งตั้งใจว่าวิทยานิพนธ์จะทำเรื่อง e-learning พอเริ่มทำวิทยานิพนธ์ก็วางแผนต่อเลยว่า คศ.3 ก็จะทำเรื่อง e-learning เหมือนกัน ดังนั้นผมจึงบันทึกหลังแผนการสอนทุกแผนในหัวข้อ ข้อแนะนำและข้อเสนอแนะอื่นๆ ว่า "ควรจัดทำบทเรียนออนไลน์เพื่อให้นักเรียนได้ศึกษาเนื้อหาด้วยตนเองและทบทวนเนื้อหาได้ตลอดเวลา" ที่เขียนบันทึกหลังสอนแบบนั้นเพื่อเป็นการชี้ให้เห็นความสำคัญของ วิธีเรียนแบบ e-learning ว่ามีประโยชน์มากๆ สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาในการเรียนของนักเรียนที่สอนได้ ผมเขียนบันทึกหลังสอนอยู่ 2-3 ปี นับตั้งแต่ตอนที่ยังไม่เริ่มทำ คศ.2 (ถ้าจำไม่ผิดนะ) ทุกเล่มก็จะบันทึกต่อท้ายเหมือนกันว่าควรใช้ e-learning ในการเรียนการสอน ตรงนี้ผมอยากชี้ให้ท่านที่กำลังสับสนว่าจะเริ่มทำ คศ.3 อย่างไรดี มองเห็นทางออกได้ ผลงาน คศ.3 นั้นก็มาจาก ปัญหาที่บันทึกไว้ในแผนการสอน เอาตรงนั้นมาทำเลย แต่ทางที่ดีควรบันทึกเพิ่มเติมคล้ายๆ กับผมว่า ปัญหาทุกปัญหาน่าจะแก้ไขได้ถ้าใช้วิธีการสอนที่เราเลือกไว้แล้ว (ตรงนี้ไม่ใช่ว่าวิธีที่ผมแนะนำดีที่สุด ถูกต้องที่สุดนะครับ เป็นแค่ทางเลือกหนึ่ง) เพื่อเป็นการตอกย้ำและใช้เป็นหลักฐานว่าวิธีสอนที่เราเลือกมานั้นไม่ใช่นั่งนึกๆ แป๊บเดียวก็ลงมือทำ แต่ผ่านการวิเคราะห์ ตรวจสอบและศึกษามานานแล้วว่า ถ้าแก้ปัญหาด้วยวิธีสอนของเรานี่ นักเรียนเก่งแน่ๆๆๆๆ

     ทำไมผมถึงกล่าวนำแบบนี้ เพราะว่า มีเพื่อนๆ หลายคนมาถามผม ตอนที่ผมส่ง คศ.3 ไปแล้วว่าจะเริ่มทำยังไงดี ผมก็ตอบไปว่าให้ดูบันทึกหลังสอนว่าเราพบปัญหาอะไร และเราเขียนแนะนำวิธีแก้ปัญหากับข้อเสนอแนะอย่างไรก็เอาอันนั้นมาทำผลงาน คศ.3 ได้เลย บางท่านก็ทำเลย บางท่านก็ยังตัดสินใจทำไม่ได้สักที .... ท่านผู้อ่านครับ เวลามันเดินไปเรื่อยๆ อายุเราก็มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าตัดสินใจช้าก็เริ่มทำช้า ได้ใช้เงินวิทยฐานะช้าตามไปด้วยนะครับ ดีไม่ดีเกณฑ์ประเมินเปลี่ยนอีกคราวนี้วุ่นวายกันใหญ่ อยากให้ทุกท่านที่จะเริ่มทำ คศ.3 ลองเปลียนคำว่า  จะเริ่มทำ เป็น ลงมือทำ ดีกว่าครับผมว่ายังไงถ้าเราพยายามทำ มันก็ต้องเสร็จจนได้สักวัน
      อีกอย่างครับ อยากให้ท่านที่กำลังคิดจะเริ่มทำ สร้างกำลังใจและเตือนตัวเองบ่อยๆ ทุกวันว่า เราต้องทำ คศ.3 ให้ได้ เมื่อผมรู้ว่า คศ.2 ผ่าน วันต่อมาหลังจากที่ได้รับคำสั่งผมก็เริ่มลงมือทำ คศ.3 ต่อทันที ใช้เวลา 1 ปี ก็ส่งได้เลยครับเพราะคิดมาตั้งแต่แรกแล้วว่า ยังไงเราต้องทำ คศ.3 ให้ได้แล้วก็เตือนตัวเองทุกวันๆ ว่าเราต้องผ่าน คศ.3 คิดแบบนี้สิครับให้กำลังใจตัวเราเอง ถ้าเราไม่ให้กำลังใจตัวเราเอง ใครที่ไหนจะให้กำลังใจเราล่ะครับ....  แล้วก็หาคู่หู หรือ เพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน ร่วมจับมือกันว่าเราจะต้องผ่าน คศ.3 ด้วยกัน เพื่อให้ไม่รู้สึกเหงาจนเกินไปนักเวลาเจอปัญหาอะไรก็จะได้ปรึกษาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้  ผมก็เริ่มทำพร้อมพี่ที่ทำงานอีกคนที่ผ่าน คศ.2 พร้อมกัน โดยจับมือกันเลยว่าเราจะร่วมมือกันทำ คศ.3 ให้ผ่านให้ได้ ผลสุดท้ายก็คือ ส่งได้พร้อมกันทั้งผมและพี่ท่านนั้น ตอนนี้พี่ท่านก็ผ่าน คศ.3 เรียบร้อยแล้ว
     นี่ล่ะครับถ้าเราตั้งใจจะทำอะไรจริงๆ แล้วปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ มันเล็กนิดเดียวเอง ข้ามได้สบายๆ ทุกปัญหามีทางออกครับ ครูกนนขอเป็นอนุญาตเป็นกำลังใจให้ท่านที่กำลัง ลงมือทำ คศ.3 ผ่านทุกท่านนะครับ

 

มาเล่าเรื่องการทำ คศ.3
      การประเมินใช้กรรมการ 2 ชุด

      ชุดที่ 1 ประเมินด้านที่ 1 (วินัย คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ) และด้านที่ 2 (ความรู้ความสามารถ) กรรมการชุดนี้ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนที่เราทำงานอยู่ ครู คศ.3 โรงเรียนอื่นอีก 2 ท่าน หรือคณะกรรมการที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาตามคำสั่งของ สำนักงานเขตพื้นที่

      ชุดที่ 2 ประเมินด้านที่ 3 ผลการปฏิบัติงาน กรรมการด้านนี้เป็นกรรมการที่มีรายชื่ออยู่ที่ กคศ. ส่วนมากเป็นกรรมการนอกเขตพื้นที่จำนวน 3 ท่าน ซึ่งทั้งสามท่านจะดูเรื่อง ผลการปฏิบัติงาน (กคศ.3) นวัตกรรม วิจัย 5 บท

      รายละเอียดแต่ละด้าน

      ด้านที่ 1 (วินัย คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ) ด้านนี้มี 5 ตอน ตอนละ 5 ตัวบ่งชี้ ทั้งหมดมี 25 ตัวบ่งชี้ คะแนนเต็มตอนละ 20 คะแนน นั่นก็หมายความว่าถ้าเราได้ทุกตัวบ่งชี้ 4 คะแนน เราก็จะได้ 100 คะแนนเต็ม ซึ่งผ่านการประเมินด้านนี้แน่นอน แต่ในทางปฏิบัติ เราต้องเตรียมเอกสารให้สอดคล้องกับคำอธิบายในแต่ละตัวบ่งชี้ว่าระดับคะแนนเท่าใดต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง ให้คิดง่ายๆ ว่าถ้าเราได้ 3 คะแนนทุกตัวบ่งชี้ ถ้าได้ตามนั้นเราก็จะได้คะแนนทั้งหมด 75 คะแนน ซึ่งก็เกินคะแนนขั้นต่ำที่กำหนด 70 คะแนน เราก็ผ่านการประเมินด้านนี้ได้เช่นกัน เอกสารที่ใช้กับด้านนี้คือ
กคศ.2 กคศ.4 กคศ.5

      กคศ.2 เป็นเอกสารที่เราต้องพรรณนารายละเอียดของแต่ละตัวบ่งชี้ว่าเราปฏิบัติอะไรได้บ้าง เวลาพรรณนาก็ให้ดูคำอธิบายแต่ละตัวบ่งชี้ใน กคศ.4 ด้วยว่าต้องพรรณนาอย่างไรถึงจะได้คะแนนระดับใด แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าที่พรรณาไปนั้น หาหลักฐานตามที่พรรณนาได้หรือเปล่า เพราะกรรมการจะตรวจจากหลักฐานถ้าหาไม่ได้ก็ไม่ต้องพรรณนาไป ก็พรรณนาให้ได้ระดับคะแนนลดลงมาก็ได้ (แต่คะแนนรวมทั้งหมดต้องเกิน 70) ส่วน กคศ.5 เป็นแบบสรุปคะแนน เราต้องเตรียมทั้ง กคศ.2 กคศ.4 กคศ.5 ไว้ 4 ชุด ให้กรรมการทุกคน เข้าเล่มให้สวยงาม เวลาพรรณนาให้ดู กรอบการประเมิน กับ คำอธิบายตัวบ่งชี้  ประกอบด้วยก็ได้เพราะกรรมการก็ใช้ 2 สิ่งนี้เป็นเกณฑ์ให้คะแนนเรา ซึ่งกรอบการประเมิน กับ คำอธิบายตัวบ่งชี้ ก็จะมีรายละเอียดตัวบ่งชี้เหมือนใน กคศ.2 ทุกประการ 

      ด้านที่ 2 (ความรู้ความสามารถ) ต้องได้คะแนน 70 ขึ้นไป แบ่งเป็น 2 ส่วนคือความสามารถในการจัดการเรียนการสอน กับ การพัฒนาตนเอง รายละเอียดให้ดูในคู่มือการประเมิน เอกสารที่ใช้กับด้านนี้คือ กคศ.6/1.1 กคศ.7/1 กคศ.8/1 ให้ดูคำอธิบายใน กคศ.6/1.1 ประกอบว่าต้องพรรณนาใน กคศ.6/1.1 อย่างไรจึงจะได้คะแนนระดับเท่าใด สำคัญอย่าลืมว่าพรรณนาอย่างไรก็ต้องหาเอกสารให้ได้ตามที่พรรณนาด้วย เอกสารด้านนี้ก็จะมี หลักสูตร แผนการสอน นวัตกรรม หลักฐานการพัฒนาตนเอง และหลักฐานการใช้,ปรับปรุง,พัฒนา หลักสูตรและแผนการสอนและนวัตกรรม ส่วน กคศ.7/1 กคศ.8/1 เป็นแบบสรุปคะแนนเท่านั้น ในการประเมินเราก็ต้องเตรียม กคศ.6/1.1 กคศ.7/1 กคศ.8/1 ให้พร้อม 4 ชุด เข้าเล่มให้เรียบร้อยสวยงามให้กรรมการด้วย

      ด้านที่ 3 (ผลการปฏิบัติงาน) ต้องได้คะแนน 70 ขึ้นไป ด้านนี้มี 2 ส่วนคือ ผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน กับ ผลงานทางวิชาการ คะแนนแต่ละส่วนต้องได้ 65 ขึ้นไป เมื่อรวมทั้ง 2 ส่วนแล้วต้องได้เกิน 70 จึงจะผ่านการประเมิน เอกสารที่ใช้กับด้านนี้คือ กคศ.3/1 กคศ.11/1.1 กคศ.12/1.1 ให้ดูคำอธิบายใน กคศ.11/1.1 ประกอบว่าต้องพรรณนาใน กคศ.11/1.1 อย่างไรจึงจะได้คะแนนระดับเท่าใด สำคัญอย่าลืมว่าพรรณนาอย่างไรก็ต้องหาเอกสารให้ได้ตามที่พรรณนาด้วย เอกสารด้านนี้ก็จะมี กคศ.3/1 นวัตกรรม รายงานการใช้นวัตกรรม (5 บท) แผนการสอน คู่มือการใช้นวัตกรรม หรือมีเอกสารอื่นเพิ่มเข้ามาตามที่ทำจริง ส่วน กคศ.12/1 เป็นแบบสรุปคะแนนเท่านั้น ในการประเมินเราก็ต้องเตรียม กคศ.3/1 กคศ.11/1.1 กคศ.12/1.1 ให้พร้อม 4 ชุด เข้าเล่มให้เรียบร้อยสวยงามให้กรรมการด้วย สำหรับ กคศ.3/1 จะใช้เป็นหลักฐานส่วนที่ 1 ต้องใส่หลักฐานต่างๆเข้าไป เช่นคะแนนเด็ก ผลการวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ผลการวัด SDQ เป็นต้น ให้ดูว่าเราพรรณนาใน กคศ.3/1 อย่างไรก็เตรียมเอกสารตามนั้นเวลาส่งกรรมการก็ส่งเป็นเล่มหนาๆ เลยเล่มเดียวไม่ต้องส่งเอกสารหลักฐานแยกเล่มให้รวมไว้เป็นภาคผนวกใน กคศ.3/1 เลย รายละเอียดให้อ่านคู่มือการประเมิน คำอธิบายตัวบ่งชี้ กรอบการประเมิน
      มีคำแนะนำการพรรณาในเอกสารดังนี้  ให้คิดว่าเรากำลังส่งเอกสารที่เราทำและมีความเข้าใจอย่างดีแล้ว ไปให้คณะกรรมการประเมิน ที่เราก็ไม่รู้จักท่านและท่านก็น่าจะไม่รู้จักเรา ดังน้้นพยายามพรรณาให้ละเอียดมากที่สุด อ่านแล้วให้เห็นภาพชัดเจนเหมือนที่เราต้องการให้ท่านเห็น  ไม่ควรเขียนคำสั้นๆ ที่เราคิดว่า เขาก็น่าจะเข้าใจเหมือนเรา เหมือนคำที่เราใช้กันเวลาพิมพ์ส่งข้อความใน Facebok ใน Line สั้นๆ ง่ายๆ เข้าใจชัดเจน (เฉพาะเรา ในบางครั้ง) แบบนั้นอย่าทำเด็ดขาดครับมีโอกาสเสี่ยงที่จะไม่ผ่านการประเมินได้เช่นกัน ให้พรรณาและอ่านทบทวนก่อนส่งดีๆ กรรมการเขาไม่รู้จักเรา  ไม่ได้เรียกเราไปพบเพื่อบอกว่า ให้แก้ไขเอกสารตรงนั้นตรงนี้ให้สมบูรณ์แล้วค่อยเอามาส่งใหม่ เหมือนที่ปรึกษาทำวิทยานิพนธ์นะครับ

      สำหรับการทำเอกสาร  พยายามเหลือขอบด้านขวาของเอกสารประมาณ 2 เซนติเมตร ด้านซ้ายประมาณ 3 เซนติเมตร ด้านบนประมาณ 2 เซนติเมตร ด้านล่างประมาณ 2 เซนติเมตร โดยวัดจากตัวอักษรตัวสุดท้ายของแต่ละบรรทัด หรือวัดจากขอบตาราง ขอบภาพประกอบเอกสาร เพราะเวลาเรานำเอกสารไปเข้าเล่มที่โรงพิมพ์หรือร้านที่รับเข้าเล่มเอกสาร  ร้านจะทำการตัดเล่มเอกสารของเราด้วยเครื่องมือของทางร้านเพื่อให้เอกสารทุกเล่มมีความเท่ากัน สังเกตได้เวลาเรานำเอกสารที่ทำเสร็จแล้วมาวางซ้อนกัน จะเห็นว่าทุกเล่มเท่ากัน มีลักษณะคล้ายกล่องสี่เหลี่ยม หากเราไม่เว้นพื้นที่ไว้ทางร้านเข้าเล่มจะไม่สามารถตัดเอกสารของเราได้ทำให้งานออกมาไม่สวยงาม


สรุปเอกสารที่ต้องเตรียม

      กพ.7

      คำรับรองจากสถานศึกษา

      กคศ.1/1 แบบเสนอขอรับการประเมิน

      กคศ.2

      กคศ.3/1

      กคศ.4

      กคศ.5

      กคศ.6/1.1

      กคศ.7/1

      กคศ.8/1

      กคศ.11/1.1

      กคศ.12/1.1

[ดาวนโหลดคู่มือประเมินวิทยฐานะ ว.17  ]
[ดาวน์โหลดคู่มือประเมินวิทยฐานะ แยกเป็นหมวดหมู่]

เมื่อกรรมการด้านที่ 3 ตรวจเสร็จแล้ว 

      หลังจากที่ส่งผลงานไปแล้วประมาณ 10 เดือน ก็จะได้รับผลการประเมินว่ามีผลเป็นอย่างไร  สำหรับบางท่านอาจไม่ต้องรอนานเพราะกรรมการบางชุดก็ตรวจเร็ว  เมื่อได้ผลการประเมินมาแล้วเราก็ดูว่ากรรมการให้ข้อเสนอแนะมาอย่างไรบ้าง  เราก็แก้ไขตามนั้น
      การทำเอกสารแก้ไขผลงานมีหลักง่ายๆดังนี้ครับ ให้สร้างตารางในโปรแกรม Word แล้วพิมพ์ข้อเสนอแนะของกรรมการลงไปให้ครบ จากนั้นให้สร้างคอลัมน์หรือแถวเพิ่มอีก 1 ช่อง ในช่องนี้ให้พิมพ์ว่า "ข้าพเจ้าได้ทำการแก้ไข/ปรับปรุง/...ดังปรากฏใน.... หน้า... ข้อ..." ให้บรรยายในสิ่งที่เราแก้ไขลงไป มีข้อแนะนำว่า ไม่ควรแก้ไขในสิ่งที่กรรมการไม่ได้ให้ข้อเสนอแนะมา เช่น เราใช้วิธีสอนแบบหนึ่งอยู่ แต่พอได้รับการแก้ไขผลงานเรามีความคิดว่าวิธีสอนของเราน่าจะเปลี่ยนเป็นวิธีอื่น เราก็หวังดี แก้ไขซะเลย พอส่งไปให้กรรมการตรวจ ท่านอาจต้องทำผลงานใหม่เพราะกรรมการจะมองว่า นี่ไม่ใช่วิธีสอนเดิมนี่นา ใช้วิธีสอนใหม่ก็ต้องมาตรวจสอบกันใหม่อีก อย่าทำเชียวนะครับ แต่ถ้าเป็นการแก้คำผิด เช่น ในเล่มใช้ทั้งคำว่าแบบทดหลังเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน แล้วอยากแก้ให้ข้อความสอดคล้องกันทั้งเล่ม แบบนี้แก้ไขได้ครับแม้กรรมการจะไม่ให้ข้อเสนอแนะส่วนนี้มาก็ตาม พยายามทำเอกสารรายงานการแก้ไขให้กรรมการอ่านง่ายที่สุด เพราะเวาลากรรมการตรวจเขาก็จะเทียบทีละข้อเลยว่าที่สั่งให้แก้ไขมานั้น แก้ไขจริงๆ หรือเปล่า หากมีข้อไหนที่เราไม่แน่ใจว่ากรรมการต้องการให้แก้ไขอะไรกันแน่แปลความไม่ออก ก็ให้ดำเนินการติดต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตให้แจ้งกรรมการว่าเราสงสัยข้อไหนให้กรรมการช่วยชี้แจงให้ละเอียดอีกครั้งว่าต้องแก้ไขอย่างไร
     
เอกสารที่เป็นเอกสารลับ ซึ่งเป็นผลการประเมินของเราและเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตมอบให้เรามาแก้ไขนั้นจะเป็นการสรุป หลอมรวมข้อเสนอแนะของกรรมการทุกท่าน โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตจะนำมาพิมพ์เรียบเรียงให้ใหม่ (แต่บางเขตก็ไม่พิมพ์ให้ ส่งเป็นต้นฉบับถ่ายเอกสาร ที่คณะกรรมการส่งผลมาเลย ผมเคยอ่านข้อเสนอแนะการทำ คศ.3 ของเพื่อนๆ บางคน ก็มีทั้งสำเนาข้อเสนอแนะที่เป็นแบบพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ แต่บางแผ่นก็เป็นแบบเขียนด้วยลายมือ อยู่ในชุดเดียวกัน)  ดังนั้นอาจมีข้อผิดพลาดขณะที่พิมพ์ได้ ทางที่ดีท่านก็ควรถ่ายเอกสารแล้วแนบเป็น ภาคผนวก ใส่ไว้ในรายงานการแก้ไขผลงาน ด้วยดีกว่าครับเพราะกรรมการจะได้รู้ว่าที่เราแก้ไขนั้นเราแก้ไขตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตให้มา ซึ่งบางทีเขาอาจพิมพ์ผิดพลาดทำให้แก้ไขได้ไม่ตรงกับที่กรรมการต้องการ (กรณีนี้อาจเกิด/ไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่กันไว้ก่อน)

      ในการบรรยายข้อแก้ไข มีข้อแนะนำว่าพยายามบรรยายเชิง บวก ให้มากที่สุด ข้อใดที่เรารู้ตัวว่าเราไม่ได้ทำแต่กรรมการต้องการดูผลงานข้อนั้น ให้บรรยายหาเหตุผลเชิง บวก มาเข้าข้างเราให้มากที่สุดว่าทำไมเราไม่ทำข้อนั้น อย่าบรรยายเชิง ลบ เช่น "ที่ข้าพเจ้าไม่ทำเพราะข้าพเจ้าคิดว่าไม่จำเป็น" แบบนี้ไม่สมควรบรรยายลงไปครับเพราะจะไม่เกิดผลดีกับตัวท่านเอง เมื่อทำเล่มบรรยายการแก้ไขเสร็จแล้ว หากมีจำนวนหน้ามากๆ ก็ใส่สารบัญไว้ด้วยก็ดี แต่ถ้ามีแค่ 10-20 หน้า ไม่ต้องทำสารบัญก็ได้ แต่ถ้ามีสารบัญก็ควรมีคำนำด้วย ลองพิจารณาดูครับ
      พยายามแก้ไขให้ทันตามเวลาที่กำหนด  ซึ่งต้องวางแผนการแก้ไขให้ดีๆ  ในตอนนี้ก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาอีกในการทำเอกสารส่งให้กรรมการตรวจอีกครั้ง  ทำไปเถอะครับท่านใกล้ความจริงแล้วสำหรับตำแหน่ง ครูชำนาญการพิเศษ 

      ระยะเวลาในการแก้ไขผลงาน  สมมติว่าเราได้รับผลการประเมินว่า  ให้ปรับปรุง 6 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่เขตแจ้งให้โรงเรียนทราบ ซึ่งเราสามารถดูได้จากหน้าที่ 2 ของหนังสือ ลับ ที่เขตจะส่งให้เฉพาะเจ้าของผลงานเท่านั้น ในหน้าที่ 2 จะมีข้อความบอกว่า หนังสือลงวันที่เท่าไร  เราก็นับวันที่วันที่ลงในหนังสือเป็นวันแรกของการเริ่มปรับปรุงผลงาน เช่น หนังสือลงวันที่ 27 พ.ค. 57 ก็เริ่มนับวันที่ 27 พ.ค. 57 เป็นวันแรกของการปรับปรุงผลงานแล้วก็นับไปอีก 6 เดือน หรือนับคร่าวๆ ก็นับไปอีกประมาณ 180 วัน ก็ได้ ผมได้สอบถามเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตก็บอกว่าให้นับไปอีก 6 เดือน ซึ่งวันสุดท้ายที่ต้องส่งก็คือวันที่ 27 พ.ย. 57 แต่เจ้าหน้าที่บอกว่า ต้องส่งก่อนวันที่ 27 พ.ย. 57 1 วัน นั่นก็คือเราต้องส่งผลงานได้ในวันที่ 26 พ.ย. 57 เป็นวันสุดท้าย ถ้าหลังจากนั้นก็เกิน 6 เดือน ดังนั้นท่านที่ได้รับผลการประเมินแล้วต้องปรับปรุง ก็รีบทำให้เสร็จครับ ผมมีข้อแนะนำจากประสบการณ์ของตัวเองที่พบก็คือ วางแผนการทำงานดีๆ เพราะเราต้องสอนหนังสือ ทำงานพิเศษของโรงเรียน ภาระต่างๆ มากมาย ถ้าไม่แบ่งเวลาให้เหมาะสม แก้ไขไม่ทันแน่ 

      การแก้ไขผลงาน  สำหรับตัวผมแล้วคิดว่ามีประโยชน์มากเลยครับ  เพราะได้เห็นจุดบกพร่อง และได้ฝึกทำในสิ่งที่เราขาดไป ยกตัวอย่าง ผมได้รับคำแนะนำจากกรรมการว่าต้องเพิ่มเสียงลงในวิดีโอประกอบการเรียนของนักเรียน  ทำให้ผมได้ฝึกบันทึกเสียงพูดของตนเอง ฝึกการปรับแต่งเสียงให้น่าสนใจ โดยฝึกหลายครั้งจนเกิดความชำนาญ เพราะวิดีโอที่ต้องบันทึกเสียงใหม่มีมากกว่า 10 วิดีโอ ก็เสียเวลาครับแต่ผลที่ได้คือ มีความชำนาญในการบันทึกเสียงมากขึ้นซึ่งประสบการณ์ตรงนี้ล่ะผมจะนำไปทำเป็นวิดีโอประกอบการสอน ในรายวิชาต่างๆ ที่ตนเองสอนอยู่และนำมานำเสนอหน้าเว็บครูกนน  ให้นักเรียนได้เข้ามาเรียน หากท่านส่งผลงานแล้วต้องปรับปรุง ก็คิดบวกเลยว่าดีแล้วนี่ล่ะเป็นโอกาสที่ดีของตัวเราเองในการที่จะฝึกฝนให้มีความชำนาญในเรื่องที่เราสนใจมากยิ่งขึ้น คิดแบบนี้ก็จะมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้นเลยครับ  ผลงานที่แก้ไขแล้ว หากเป็นไฟล์ Word เมื่อแก้ไขเสร็จให้บันทึกเป็นไฟล์ PDF เก็บไว้ด้วยครับเผื่อต้องเผยแพร่ผลงานในอนาคต

ใช้กระดาษ เครื่องพิมพ์อะไรบ้างในการพิมพ์ผลงาน
      ในที่นี้จะแนะนำว่าเวลาพิมพ์ผลงานจะใช้กระดาษอะไรบ้าง  เนื้อหาที่นำมาแนะนำทุกท่านนี้เป็นสิ่งที่ครูกนนได้ทำมาแล้ว  ไม่ได้เป็นการบอกว่าวัสดุอุปกรณ์ยี่ห้อนี้รุ่นนี้ดีที่สุด หรือไม่ได้เป็นการบอกว่าท่านต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ตามนี้นะครับ ในการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์มาใช้งานนั้น  ท่านสามารถเลือกตามความต้องการของท่านได้เลย

รายละเอียด 

กระดาษใช้ทำหน้าปก รายงานผลการปฏิบัติงาน (กคศ 3/1) รายงานการใช้นวตกรรม เป็นกระดาษสีธรรมดา ให้เลือกใช้แกรมสูงๆ กระดาษจะได้หนา ส่วนท่านจะเลือกแบบมีกลิ่นหอมหรือไม่นั้นตามความต้องการได้เลยครับ    


กระดาษโฟโต้ 150 แกรม ลักษณะผิวกระดาษจะมันหนึ่งด้าน ไม่มันหนึ่งด้าน เวลาพิมพ์ก็พิมพ์ด้านที่มีความมัน ผมนำมาใช้พิมพ์เอกสารนวตกรรม เพราะต้องทำให้สวยงาม  


กระดาษโฟโต้ 210 แกรม จะหนากว่า 150 แกรม นำมาใช้ทำปกเอกสารนวตกรรม ปกเอกสารแผนการจัดการเรียนรู้     

 

กระดาษ A4 80 แกรม นำมาใช้พิมพ์เอกสารแผนการจัดการเรียนรู้  เอกสารรายงานการใช้นวตกรรมและเอกสารอื่นๆ ซื้อไว้เลยครับอย่างน้อย 1 กล่อง


เครื่องพิมพ์ Epson L300 ผมซื้อมาใช้พิมพ์เอกสารรุ่นนี้มีแท้งติดมาจากโรงงาน  ท่านอาจเลือกซื้อ Laser Printer ก็ได้ ผมก็มี Laser Printer อยู่เครื่องหนึ่งแต่พบปัญหาพิมพ์แล้วข้อความในกระดาษทั้งแผ่นมันเอียงๆ จึงใช้ Inkjet แทน ผมมีข้อแนะนำในการพิมพ์เอกสารว่าเวลาพิมพ์เอกสารให้พิมพ์ประมาณ 50 แผ่น แล้วก็พักเครื่องสัก 10 นาที พักเครื่องก็คือ หยุดพิมพ์ปิดเครื่องไปเลย เพื่อถนอมหัวพิมพ์ไม่ให้ใช้งานหนักเกินไป บางทีเราสั่งพิมพ์ที่เดียว 100-200 แผ่นแบบไม่หยุดเลย หัวพิมพ์อาจชำรุดเร็วขึ้น ทำให้เครื่องพิมพ์ใช้งานไม่ได้ ก็จะทำให้เราอารม์เสียเวลาพิมพ์งานไม่ได้อีกด้วย เวลาสั่งพิมพ์ให้สั่งพิมพ์ในโหมดความละเอียดสูงสุดของเครื่องพิมพ์ครับเพื่องานที่ออกมาจะได้สวยงามชัดเจน

เครื่องพิมพ์ Canon MP287 เครื่องนี้ผมไม่ได้ซื้อใช้เองหรอกครับ อาศัยใช้พิมพ์ที่อื่น แต่ที่นำมายกตัวอย่างให้ดูเพราะว่า เครื่องพิมพ์ Canon สามารถ พิมพ์แบบไร้ขอบได้ เช่น พิมพ์หน้าปกแผนการสอน  หน้าปกเอกสารนวตกรรม เวลาพิมพ์หน้าปก ผมก็ต้องใช้เครื่องพิมพ์ Canon แต่ที่ไม่ซื้อมาใช้เพราะต้องติดแท้งเองทำให้หมดประกันเครื่อง เครื่องพิมพ์ในท้องตลาดที่พิมพ์แบบไร้ขอบได้ก็มีหลายยี่ห้อ ก่อนซื้อมาใช้ก็หาข้อมูลเบื้องต้นก่อนครับ แล้วก็เลือกซื้อตามความต้องการ

       ในการทำผลงาน  เราควรให้ความสำคัญกับผลงานของเรา  ไม่ควรมองผ่านจุดสำคัญเล็กๆ น้อยๆ เพราะคิดว่าไม่สำคัญแต่เมื่อเกิดข้อผิดพลาดแล้วจะทำให้งานเราเสียหายได้  เช่น  ขนาดตัวอักษร  สีตัวอักษร  ขนาดภาพ  จำนวนภาพที่ใช้  ตำแหน่งการวางภาพ  การใช้สื่อต่างๆ  ฯลฯ  ซึ่งเทคนิคการทำผลงานให้ดูดี  สวยงามนั้น  ท่านสามารถศึกษาได้จากหนังสือคู่มือการทำสื่อนวตกรรม  หรือศึกษาได้จากการค้นคว้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ตก็ได้ครับ 
       ยกตัวอย่าง  ตอนผมทำบทเรียนผ่านเว็บ  ผมก็คิดว่านอกจากทฤษฎีการเรียนผ่านเว็บที่เราต้องศึกษาให้เข้าใจ  ยังมีความรู้ใดอีกที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อทำให้ผลงานของเราทำแล้วได้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด  ก็คิดแล้ววิเคราะห์ออกมาครับซึ่งก็ได้แนวคิดว่าเราต้องศึกษาเรื่องทฤษฎีมัลติมีเดียให้เข้าใจ  จึงเริ่มค้นคว้าจากอินเตอร์เน็ตก่อนแล้วก็ได้หนังสือมาเล่มหนึ่งเป็นหนังสือที่กล่าวถึงเรื่อง  การสร้างและใช้งานมัลติมีเดีย  เป็นหนังสือที่มีประโยชน์มากครับเพราะมีเนื้อหาที่เราต้องพิจารณาให้ละเอียดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในสื่อของเราเพื่อให้เราสร้างสื่อออกมาได้ดีที่สุดนั่นเอง  นอกจากนั้นเราก็ควรแสวงหาสื่อแบบเดียวกับเราที่มีท่านอื่นทำไว้  แล้วรวบรวมเพื่อนำมาศึกษานำมาเป็นแนวทางในการทำงานของเรา  โดยเปรียบเทียบจุดเด่น  ข้อจำกัดในสื่อของแต่ละท่าน  แล้วหาสื่อที่คิดว่าดีที่สุดเป็นแบบให้เรา  ไม่ได้บอกว่าให้ลอกแบบสื่อเขามาทั้งหมดครับ   แค่เป็นแบบเป็นแนวทางใช้ทำสื่อของเราให้ดีเท่านั้นเอง
       ครูกนนคิดว่า บทความนี้คงมีประโยชน์กับท่านผู้อ่านบ้างนะครับ  โชคดีครับทุกท่าน